ความลับของวัคซีน (ฉบับที่ 2)

0
320

วัคซีนไม่ได้ถูกผลิตออกมาเพราะโควิด แต่โควิดถูกผลิตออกมาเพราะวัคซีน

สาเหตุที่มันเกิดขึ้นทั่วโลกได้เป็นเพราะองค์การอย่าง UN WHO WEF อยู่เบื่องหลัง ซึ่งรัฐบาลทั่วโลกอยุ่ภายใต้การควบคุมของพวกเขา เมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้คนเข้าใจ และ ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้นั้นจะเข้าใจอย่างกระจ่าง ว่านโยบายแต่ละอย่างที่ออกมา ไม่ได้ออกมาเพื่อสุขภาพของเรา เช่นการใส่แมส โซเชี้ยลดิสแตนส์ ล็อกดาวน์ วัคซีน ทั้ง 4 อย่างไม่มีหลักฐานทางด้านวิทยาศาสต์ว่าเป็นผลดี แต่กลับกลายเป็นมีผลไม่ดี ซึ่งมาตรการเหลานี้มีไว้เพื่อพลักดันให้วาระของพวกเขาประสบความสำเร็จ
ที่มา: https://rumble.com/vim5rd-all-roads-lead-to-nuremberg.html (คลิปนี้ผู้อ่านส่งมาให้ ขอบคุณครับ)​

วันนี้ผมจะมาบอกความลับเกี่ยวกับยาฉีดทดลอง ให้คุณเข้าใจว่า อันที่จริงแล้วมีข้อมูลอีกหลายอย่างที่ถูกปิดเป็นความลับเพื่อไม่ให้ผู้คนรู้

ก่อนอื่น ใครที่ฉีดแล้ว คุณอาจกังวลเมื่อรับข้อมูลนี้ ฉะนั้นผมขอรบกวนให้คุณลงไปอ่านทด้านท้ายของหน้านี้ก่อนครับ คุณจะสบายใจระหว่างการอ่าน ขอบคุณครับ

มีบางอย่างเกิดขึ้นในอดีต และ มันมันกำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

เมื่อ 2002 ที่โรซารส์ระบาด บริษัทวัคซีนได้พัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกันโคโรน่าไวรัส เมื่อเขาถึงกระบวนการทดสอบของวัคซัน นักวิทยศาสต์ฉีดวัคซีนนี้ให้กับสัตว์​ ซึ่งได้ผลดีมาก วัคซีนผลิตแอนตี่บอดี่ได้ดีมากและสามารถป้องกันกรติดเชื้อจากโคโรน่าไวรัสได้

แต่หลังจาก 56 วัน นักวิทยาศาสต์ได้ทดลองเอาไวรัสโคโรน่า (และไวรัสชนิดอื่น)​ ไปโดนสัตว์เหล่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 58 คือปรากฏการณ์ทางชีวภาพที่เขาเรียกว่า Cytokine Storm / Antibody Dependant Response / Immune Priming / Immune Super Priming หรือ โรคที่เรียกว่า Auto Immune Diease ซึ่งสิ่งที่นักวิทยาศาสต์ค้นพบก็คือ ภูมิต้านทานของสัตว์เหล่านี้โจตีตัวเอง และเริ่มฆ่าเซลล์ของตัวเองอย่างรุนแรง ทำให้เกิดภาวะอวัยวะต่างๆ ล่มเลว โรคแปลกๆ เกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับอวัยวะส่วนไหถูกโจมตี สัตว์เหล่านั้ล่มป่วยอยางรุนแรง และ เสียชีวิต วัคซีน SARS 1 จึงไม่เคยได้รับอนุญาติให้ออกมาสู่ท้องตลาดและฉีดผู้คน

บริษัทเหล่านี้พยายามผลิตวัคซีนที่ปลอดภัยในระยะเวลาเกือบ 20 ปีต่อมาแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งวัคซีนสำหรับโรคซาร์ส เมอร์ส และ RSV เพราะปัญหาเดิมก็ยังคงเกิดขึ้น ซึ่งก็คือ ในช่วงแรกผลดูดีมาก แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่สัตว์เหล่านี้โดนไวรัสจริงเข้าไป สัตว์ที่ฉีดวัคซีนมีอาการหนักกว่าสัตว์ที่ไม่ฉีดวัคซีน

ในปี 2021 นี้ เพื่อสร้างวัคซีนโควิด บริษัทวัคซีนได้ผลิตวัคซีนด้วยลักษณะเดียวกันหรือแตกต่างกันน้อยที่สุด (หรือพูดภาษาบ้านๆ ว่า เหมือนๆ กันแหละ)​ ตามที่ระบุไว้ในการตีพิมพ์ข้างล่าง แต่ในคราวนี้บริษัทเหล่านี้ไม่ได้ทดสอบวัคซีนกับสัตว์ และไม่ได้เอาไวรัสไปลองโดนสัตว์เพื่อดูว่า ปรากฏการณ์ทางชีวภาพ ดังกล่าวเกิดขึ้นหรือไม่ พวกเขาอาศัยกฏหมายฉุกเฉิน เอาวัคศีนนี้มาฉีดผู้คนโดยตรง ซึ่งก็คือการทดลองบนมนุษย์โดยตรง โดยที่ไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น ที่รู้ๆ ก็คือในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มันเกิด

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น

มันเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะฉะนั้นผมขอแสดงหลักฐานก่อนที่จะเขียนต่อ หลักฐานมีชัดเจนมาก นี้คือการตีพิมพ์โดย NIH ซึ่งเป็นหน่วยงานทางการ (และอื่นๆ ตามลิ้งค์ด้านล่าง )

ผมแค็ปหน้าจอภาพและแปลเป็นไทยใต้ภาพนี้เพื่อความสะดวกในการรับข้อมูล


บทคัดย่อ

ข้อมูลประกอบ:
โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS) เกิดขึ้นในประเทศจีนในปี 2545 และแพร่กระจายไปยังประเทศอื่นๆ ก่อนที่จะถูกควบคุม เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการกลับมาระบาดอีกครั้งหรือการปล่อยไวรัสซาร์สโดยเจตนา การพัฒนาวัคซีนจึงเริ่มต้นขึ้น การประเมินวัคซีนไวรัสทั้งตัว ที่ปิดใช้งาน ในพังพอนและไพรเมตที่ไม่ใช่มนุษย์ และวัคซีนคล้ายไวรัสในหนูทำให้เกิดการป้องกันการติดเชื้อ แต่สัตว์ที่ได้รับการท้าทายเกิดโรคปอดประเภทภูมิคุ้มกัน

การออกแบบ:
วัคซีนทดลองสี่ชนิดสำหรับมนุษย์ที่มีหรือไม่มีสารเสริมสารส้มได้รับการประเมินในรูปแบบเมาส์ของโรคซาร์ส วัคซีน VLP วัคซีนที่ให้แก่พังพอนและ NHP วัคซีนไวรัสอีกตัวหนึ่ง และโปรตีน S ที่ผลิตด้วย rDNA หนูเมาส์ Balb/c หรือ C57BL/6 ได้รับการฉีดวัคซีนล่วงหน้า ในวันที่ 0 และ 28 และเสียสละเพื่อวัดค่าแอนติบอดีในซีรัมหรือถูกท้าทายด้วยไวรัสที่มีชีวิตในวันที่ 56 ในวันที่ 58 หนูที่ถูกท้าทายถูกสังเวยและได้รับปอดสำหรับไวรัสและจุลพยาธิวิทยา

ผลลัพธ์:
วัคซีนทั้งหมดกระตุ้นแอนติบอดีที่ทำให้เป็นกลางในซีรัมด้วยการเพิ่มโดสและ/หรือสารส้มที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญของ SARS-CoV สองวันหลังจากพบความท้าทายสำหรับวัคซีนทั้งหมดและ SARS-CoV ก่อนหน้า หนูทุกตัวมีการเปลี่ยนแปลงทางจุลพยาธิวิทยาในปอดสองวันหลังจากการทดสอบ รวมทั้งสัตว์ทุกตัวที่ได้รับการฉีดวัคซีน (Balb/C และ C57BL/6) หรือได้รับเชื้อไวรัสที่มีชีวิต วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ หรือ PBS ที่บ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อทั้งหมด จุลพยาธิวิทยาที่พบในสัตว์ที่ได้รับวัคซีน SARS-CoV ตัวหนึ่งนั้นเป็นอิมมูโนพยาธิวิทยาประเภท Th2 อย่างสม่ำเสมอโดยมีการแทรกซึมของ eosinophil ที่โดดเด่น ยืนยันด้วยคราบอีโอซิโนฟิลพิเศษ การเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยาที่พบในกลุ่มควบคุมทั้งหมดขาดความโดดเด่นของ eosinophil

สรุป:
วัคซีน SARS-CoV เหล่านี้กระตุ้นแอนติบอดีและป้องกันการติดเชื้อ SARS-CoV อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของหนูที่ได้รับวัคซีนใดๆ ทำให้เกิดอิมมูโนพยาธิวิทยาชนิด Th2 ซึ่งบ่งชี้ว่ามีความไวต่อส่วนประกอบ SARS-CoV ข้อควรระวังในการดำเนินการฉีดวัคซีน SARS-CoV ในมนุษย์


ไม่ผิด (และไม่ใช่ข้อมูลเท็จ) ที่แพทย์ทั้วโลกจะออกมาเตือนประชาชนว่าวัคซีนไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าปลอดภัย แม้ผู้คนที่กำลังฉีดอาจรู้สึกว่าฉีดแล้วไม่เป็นอะไร นักวิทยาศาสต์ทั่วโลกกำลังกังวลอย่างหนักว่า เมื่อฤดูไวรัสปกติตามธรรมชาติทีมาทุกปี (ฤดูหนาว)​ มาอะไรจะเกิดขึ้น แต่เสียงของพวกเขาไปไม่ถึงผู้คน เสี่ยงบางเสียงที่พอมาถึงบ้างก็จะถูกสื่อกระแส่หลัก โจมตีว่าเป็นข่าวปลอม ตัวอย่างที่ดีคือเสียงของ ท่านศาสตราจารย์​ ดร. สุจริต ภักดี มีการทำลายความน่าเชื่อถือของแพทย์ เพื่อทำให้ผู้คนไม่ใส่ใจในสิ่งที่แพทย์เหล่านั้นพูด เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องข่าวจริงหรือข่าวปลอมนะครับ นี้คือเรื่อง แพทย์ฝ่ายหนึ่งกำลังช่วยดึงผู้คนให้รอดชีวิตไม่ให้ตกเหว แต่อีกฝ่ายหนึ่งพยายามพลักให้ผู้คนตก

และนี้คือสิ่งที่ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สุจริต ภักดี อธืบายในคลิปของท่าน แต่ สำนักข่าวชื่อดัง ออกมาล่อเรียนอาจารย์เรื่องที่ท่านพูดเรื่อง “ไม่มีเลือดในปอด” เพื่อโจมตีชื่อเสียงและความน่าเชื้อถือของท่าน ผู้คนจะได้ไม่ฟัง และ ไม่แชร์​ คลิปของท่านยาว 38 นาทีแต่ พวกนั้นหยิบจุดที่บกพร่องมากที่สุดมาเป็นประเด่นและโจมตีท่าน ไม่พอสำนักข่าวนี้ ยังกล่าวว่าคลิป “แพทย์ทั่วโลกเตือนภัยวัคซีน” เป็นคลิปเท็จ แพทย์ทุกท่านในคลิปนั้นพูดว่า วัคซีนไม่ปลอดภัย ผมรบกวนคุณตัดสินเองครับ ว่าใครพูดจริง ใครพูดเท็จ

  • พวกเขาข้ามขั้นตอนความปลอดภัยขั้นตอนที่สำคัญ ซึ่งผมไม่ต้องอธิบายว่ามันผิดมาก
  • พวกเขาปิดบัง ไม่หยิบขึ้นมาพูด เมื่อผมแชร์คลิปออกไป แทนที่จะมีการรับฟังสิ่งที่แพทย์เหล่าพยายามจะบอก มีการกล่าวหาว่าเป็นข่าวปลอม
  • ปล่อยให้วัคซีนออกมาได้ไงถ้ามันอันตรายขนาดนี้ สนับสนุนวัคซีนกันขนาดนี้ได้อย่างไร
  • FDA ได้ผ่านกฏหมายฉุกเฉินฉบับนี้โดยการตั้งการประชุมขึ้นมา ซึ่งในการประชุม พวกเชาไม่ตอบคำถามนักวิทยาศาสต์ ตัดบท ตัดคำถาม และ ประกาศกฏหมายนี้ออกมา ซึ่งผมได้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างละเอียดในบทความ ได้ยินแต่ไม่ฟัง – การประชุมของ FDA การอนุมัติ กฏหมายวัคซีนฉุกเฉิน เห็นได้ชัดว่าพวกเขารู้แต่ไม่สนใจ
  • ไม่มีการแจ้งผู้รับวัคซีนถึงความเสี่ยงของ ปรากฏการณ์ทางชีวภาพดังกล่าว และ ไม่มีการแจ้งให้ผู้คนทราบว่า นี้คือการทดลองทางการแพทย์บนตัวเขา ตามหัวข้อการตีพิมพ์ “แจ้งการเปิดเผยความยินยอมแก่อาสาสมัครทดลองวัคซีนที่มีความเสี่ยงต่อวัคซีนโควิด-19 ที่ทำให้โรคทางคลินิกแย่ลง” ที่ผมได้แปลข้างล่าง

ต่อไปคือหลักฐานให้เห็นชัดว่า ในเมืองไทยเอง ผู้ที่เกี่ยวข้อง ก็กำลังพลักดันวาระให้สำเร็จ


บทคัดย่อ:
จุดมุ่งหมายของการศึกษา: ความเข้าใจของผู้ป่วยเป็นส่วนสำคัญของการปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมทางการแพทย์ของการรับทราบและให้ความยินยอมในการออกแบบการศึกษา จุดมุ่งหมายของการศึกษาคือเพื่อตรวจสอบว่ามีวรรณกรรมเพียงพอที่จะกำหนดให้แพทย์เปิดเผยความเสี่ยงเฉพาะที่วัคซีนโควิด-19 อาจทำให้โรคแย่ลงเมื่อสัมผัสกับความท้าทายหรือการแพร่กระจายของไวรัส

วิธีที่ใช้ในการศึกษา:
วรรณกรรมที่ตีพิมพ์ได้รับการตรวจสอบเพื่อระบุหลักฐานทางคลินิกและหลักฐานทางคลินิกว่าวัคซีนโควิด-19 อาจทำให้โรคแย่ลงเมื่อสัมผัสกับความท้าทายหรือการแพร่กระจายของไวรัส โปรโตคอลการทดลองทางคลินิกสำหรับวัคซีนโควิด-19 ได้รับการตรวจสอบเพื่อพิจารณาว่ามีการเปิดเผยความเสี่ยงอย่างเหมาะสมหรือไม่

ผลการศึกษา:
วัคซีนโควิด-19 ที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นแอนติบอดีที่เป็นกลางอาจทำให้ผู้รับวัคซีนไวต่อโรคที่ร้ายแรงกว่าที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน วัคซีนสำหรับโรคซาร์ส เมอร์ส และ RSV ไม่เคยได้รับการอนุมัติ และข้อมูลที่สร้างขึ้นจากการพัฒนาและทดสอบวัคซีนเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความกังวลเชิงกลไกที่ร้ายแรง นั่นคือ วัคซีนที่ออกแบบอย่างสังเกตได้โดยใช้วิธีการแบบเดิม (ประกอบด้วยไวรัสโคโรน่าไวรัสที่ไม่ได้ดัดแปลงหรือดัดแปลงน้อยที่สุดถึง กระตุ้นแอนติบอดีที่ทำให้เป็นกลาง) ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน เวกเตอร์ไวรัส DNA หรือ RNA โดยไม่คำนึงถึงวิธีการนำส่ง อาจทำให้โรค โควิด 19 แย่ลงได้ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพที่ขึ้นกับแอนติบอดี (ADE หรือ antibody-dependent enhancement) ความเสี่ยงนี้ถูกบดบังอย่างเพียงพอในโปรโตคอลการทดลองทางคลินิกและแบบฟอร์มยินยอมสำหรับการทดลองวัคซีนโควิด-19 ที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งผู้ป่วยที่เข้าใจความเสี่ยงนี้อย่างเพียงพอไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งขัดต่อความยินยอมที่ได้รับแจ้งอย่างแท้จริงจากอาสาสมัครในการทดลองเหล่านี้

ข้อสรุปจากการศึกษาและผลกระทบทางคลินิก:
ความเสี่ยงต่อโรคโควิด-19 ที่จำเพาะและสำคัญของ ADE ควรได้รับการเปิดเผยอย่างเด่นชัดและเป็นอิสระต่ออาสาสมัครวิจัยที่กำลังทดลองวัคซีนอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งผู้ที่ถูกคัดเลือกสำหรับการทดลองและผู้ป่วยในอนาคตภายหลังการอนุมัติวัคซีน เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานจริยธรรมทางการแพทย์ของความเข้าใจของผู้ป่วยเพื่อขอความยินยอม


ที่มา: https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/33113270/

คุณเห็นหมอคนไหนออกมาแจ้งเตือนประชาชนเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างครับ?

ใครที่ไปฉีดได้รับแจ้งเตือน เรื่องนี้อย่างครบถ้วน ไหมครับ?

ถ้าไม่ได้รับ พยาบาล โรงบาล และ แพทย์ที่ฉีดยาทดลองนี้ให้คุณ ทำผิดกฏ Nuremberg (นูเรมเบิร์ก)

หากมีแพทย์ท่านใด กำลังอ่านบทความนี้อยู่ ผมขออนุญาติถามท่านด้วยความนอบนอม และความเคารพเป็นอย่างสูงว่า.. ท่านคิดว่าท่านกำลังทำผิดกฏ Nuremberg อยู่ไหมครับ?​ หากท่านคิดว่าไม่ผิด ผมพอจะรบกวนท่านให้ช่วย คอมเม้นต์ (ในนามและอีเมลล์ปลอม)​ ถึงสาเหตุที่เรื่องนี้ไม่ผิดกฏ Nuremberg ได้ไหมครับ ขอบคุณครับ

การที่ผมตั้งคำถามนี้ผมไม่ได้ โจมตีคุณหมอทั้งหลายนะครับ สำหรับผม แพทย์ และ พยาบาล คือ เทวดา ท่านทั้หลายคือ นาแห่งบุญที่พวกเราทุกคน ผึงพาอาศัยในยามที่พวกเราป่วย เป็นทุกข์​ แต่พวกเราทุกคนต้องเข้าใจว่า มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่หมอจะออกมาพูดความจริง เพราะจะถูก รัฐ และ สื่อ โจมตีอย่างไร้ความประณี และ ยุติธรรม ทั้งชื่อเสียง เกียรติและศักดิ์ศรี ถูกกล่าวหาว่าด่าเป็นภัยสังคม ต่างๆ นาๆ ไม่มีใครรับได้หรอกครับ มันไม่ง่าย ฉะนั้น ผมมองว่าพวกเราทุกคนมีหน้าที่สนับสนุน แพทย์เหล่านี้ และ ให้กำลังใจท่านทั้งหลายว่า ท่านมีเราอยู่เสมอ

สุดท้าย… เรื่องนี้สำคัญที่สุด ผมขออนุญาติเตือนผู้คนด้วยความนอบน้อม ถ่อมตน และความเคารพเป็นอย่างสูงว่า.. ได้โปรด “อย่าเงียบ” “อย่าเฉย” อย่าคิดว่าเมื่อรู้ข้อมูลนี้แล้วคุณจะไม่ฉีดแล้วทุกอย่างจะดีเอง” เพราะนั้นอาจจะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของท่านได้ เพราะ:

  1. หากท่านไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างกับเรื่องนี้ ผู้คนมากมายจะยังคงไม่รู้และรับยาทดลองนี้ต่อไปเรื่อยๆ หากคุณรู้แล้วไม่เตือนเพื่อนมนุษย์ ก็ไม่ต่างจากรัฐบางที่รู้แล้วไม่เตือนประชาชน
  2. หากคุณปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามน้ำ อย่างที่เป็นอยู่ อีกไม่นานรัฐบาลจะออกกฏบังคับทุกคนฉีดยานี้ทางอ้อม แน่นแน 100% อย่าคิดว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นไม่ได้ และกำลังเกิดขึ้นเงียบๆ ในต่างประเทศ​ เพราะนั้นคือแผนการ ซึ่งคุณและครอบครัวของคุณก็จะหนีไม่ผ้น ในประเทศกาตาร์ คุณไม่สามารถเข้าไปรับประทานอาหารในร้านอาหารได้ถ้าคุณไม่ฉีดวัคซีน อันนี้คือข้อมูลจริงจากคนไทยที่อยู่ในกาตาร์
  3. โปรดอย่ารอ ไม่มีใครกำลังมาช่วยเรา คนที่มีหน้าที่ช่วยกำลังกระทำเราต่างหาก ฉะนั้นได้โปรดอย่าเงียบ ผมคนเดียวพูดไปไม่มีประโยชน์​เราต้องการอีก เป็นล้านเสียงครับ
  4. และสุดท้าย อย่ากังวล คุณไม่ได้เป็นคนเดียวที่ไม่อยากฉีด มีผู้คนคิดแบบคุณเยอะมาก โดยโฉพราะผู้คนที่เริ่มรู้แล้วว่า โควิดคือการหลอกลวง เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ที่ผ่านมา ผู้คนทั่วโลกร่วมใจกันออกมาเดินแสดงพลังประชาชน อย่างสงบ อบอุ่น และ มีความสุข พวกเราคนไทยอาจไม่ได้รับรู้เรื่องนี้ เพราะสื่อ (ภัยสังคม)​ เซนเซอร์ข่าว ใช่แล้วครับ ช่องโปรดที่ท่านดู หน้าตายิ้มแยม ทั้งหมดนั้นครับ กำลังหลอกคุณ ผมหวังว่าในรอบต่อไป คนไทยจะได้ร่วมใจกันกับชาวโลกใน WORLD WIDE RALLY FOR FREEDOM คุณไม่ได้อยู่คนเดียว คุณอุ่นใจได้และ ผมขอเป็นกำลังใจให้คุณ สู้ๆนะครับ ไม่ต้องกลัวโควิดครับ พวกเราถูกอัม (และลองดูคลิปนี้ครับ ว่าพวกเราพลาดความสนุกสนานอะไรไปบ้าง)​
  5. อย่าลืมอชร์ครับ นอกจากการส่งต่อ วิธีการแชร์ที่ดีทีสุดคือ แปะไว้ใน ไทมไลน์ ของคุณในไลน์ แปะลิ้งค์ นี้ครับ https://stopthaicontrol.com/วัคซีน/ความลับของวัคซีน-ฉบับที/

สำหรับผู้ที่ฉีดไปแล้ว คุณอาจกังวลกับการรับข้อมูลนี้ ผมเองก็กังวลมาก ผมจึงตั้งหน้าตั้งตาหาข้อมูลเชืงลึกว่า ผู้คนที่ฉีดไปแล้วจะทำยังไงได้บ้าง และข้อมูลที่ผมค้นพบได้ทำให้ผมสบายใจขึ้นมาบ้าง และ ผมเชื่อว่าคุณเองก็จะสบายใจมากขึ้นหลังจากที่ได้รับข้อมูลนี้แล้ว

จากสถิติที่ผมเข้าไปหาดูมา และ คลิปต่างๆ ที่ผมเข้าไปศึกษาหาข้อมูลมา รวมถึงข้อมูล VAER แสดงให้เห็น 2 อย่าง

1. ผู้บาทเจ็บและเสียชีวิตจากวัคซีนมีมากขึ้นหลังจากรับเข็มที่สอง

2. ด้วยสาเหตุที่ไม่แน่ชัด แต่หลายคนคิดว่า มีการฉีด Placebo ให้ผู้คนในช่วงแรก Placebo ก็คือน้ำเกลือ ไม่ใช่วัคซีน เพราะในทุกการทดลอง จะต้องมี Control Experiment ซึ่งจะต้องมีการให้ Placebo และ (คิดเอง)​ พวกเขาจำเป็นต้องให้กลุ่มแรกๆ มีผลงานการที่ดี เพื่อที่จะเรียกความมั่นใจจากคนกลุ่มหลังๆ ที่กำลังรอดูคนอื่นก่อน

ในบทสัมภาษณ์ของ Dr. Andrew Kaufman ท่านเป็นอาจารย์ที่เก่งมาก ท่านกล่าวว่า ไม่ต้องกังวลกับสองเข็มแรก ของจริงคือเข็มที่ 3 เป็นต้นไป เพราะ 2 เข็มแรกเน้นพลักให้ผู้คนเชื่อและพลักดันกฏหมายต่างๆ ก่อนเช่น e-passport

แต่นั้นไม่ได้หมายความว่า 2 เข็มแรกปลอดภัย ความหมายคือ คนกลุ่มแรกที่ได้รับ อาจได้ Placebo ไม่ใช่วัคซีน


หมายเหตุ: การแปล – เราใช้ Google Translate ในการแปล ผู้อ่านควรยึดการติพิมพ์ต้นฉบับเป็นหลักในการรับข้อมูล

ที่มาของข้อมูล:

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.