ADE ที่เกิดจากวัคซีน คืออะไร?​ (สำคัญ)

0
784

การเร่งโดยอาศัยแอนติบอดี (อังกฤษ: antibody-dependent enhancement, ADE) เป็นปรากฎการณ์ที่เมื่อเชื้อไวรัสจับกับแอนติบอดีแบบไม่ตรงสมบูรณ์ (suboptimal) จะทำให้เชื้อสามารถเข้าสู่เซลล์ของโฮสต์ได้มากขึ้น จึงทำให้เพิ่มจำนวนได้มากขึ้น

20 ปี แล้วที่บริษัทวัคซีนล้มเหลวกับการผลิตวัคซีน

ตั้งแต่ปี 2002 ที่โรคซาร์สระบาด บริษัทวัคซีนได้พยายามพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกันโคโรนาไวรัส แต่ไม่เคยสำเร็จเรื่องจากปรากฏการณ์ทางชีวภาพ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกว่า (ADE หรือ antibody-dependent enhancement) คุณสามารถอ่านเรื่องนี้อย่างละเอียดได้ที่  ความลับของวัคซีน ฉบับที่ 2

ทุกครั้งที่พวกเขาพยายามผลิตวัคซีนสำหรับโรคซาร์ส เมอร์ส และ RSV พวกเขาเจอปัญหาเดิมๆ ซึ่งก็คือ ในช่วงแรกผลดูดีมาก แอนตี่บอดี่เพื่มขึ้น แต่หากผู้ฉีดโดนไวรัสเข้าไป เขาจะมีอาการหนักกว่าผู้ที่ไม่ฉีดวัคซีน ซึ่งกว่าจะเห็นปรากฏการณ์ทางชีวภาพนี้ อาจใช้เวลาได้สูงถึง 16 เดือน ตามคำเตือนของ Dr. Judy Mikovitz, Professor Dolores Cahil และ Dr. Sherri Tenpenny ผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีน แม้แต่ Dr. Michael Yeadon ท่านเป็นอดิตรองประธาน และ หัวหน้านักวิทยาศาสต์ ของบริษัทไฟเซอร์ เองก็ออกมาเตือนผู้คนไม่ให้รับวัคซีนนี้

สิ่งนี้เกิดขึ้นในวัคซีนต้าน ไวรัสตระกูลโคโรน่า

ADE (Antibody Dependent Enchancement) และ Cytokine Storm (พายุไซโตไคน์) คืออะไร?​

การเร่งโดยแอนติบอดี (ADE – Antibody Dependent Enchancement) คือภาวะที่เพิ่มความไวต่อไวรัสโดยแอนติบอดี หากเกิดภาวะเช่นนี้ ผู้คนที่ฉีดวัคซีนเมื่อโดนไวรัสจะมีอาการรุนแรงมากกว่าการไม่ฉีดวัคซีน

ADE สามารถทำให้เกิดอะไรหลายๆ อย่างได้ หนึ่งในนั้นคือ พายุไซโตไคน์ วัคซีนที่ใช้แอนติบอดีป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง coronavirus 2 (SARS-CoV-2) ถูกเร่งการพัฒนาและรีบออกมาฉีดผู้คนและข้ามกระบวนการ การทดสอบว่า ADE จะเกิดขึ้นหรือไม่ แม้ข้อมูลจากการศึกษา SARS-CoV และไวรัสระบบทางเดินหายใจอื่นๆ ชี้ให้เห็นว่าแอนติบอดีต้าน SARS-CoV-2 อาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้ เพราะภาวะ การเร่งโดยแอนติบอดี (ADE) การศึกษาวัคซีนเกี่ยวกับไวรัสโรคซาร์ส เมอร์ส และ ไวรัสไข้เลือดออกครั้งก่อนเผยให้เห็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางคลินิกของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับ ADE ส่งผลให้การทดลองวัคซีนล้มเหลว

ถ้าคุณสังเกต จะเริ่มมีข่าวมามากขึ้นว่า ผู้คนที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว ติดเชื้อกัน มีอาการรุนแรง และ เสียชีวิตทั้งๆ ที่ฉีดวัคซีนแล้ว เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ฉีด ในต่างประเทศมีข้อมูลออกมาว่า คนที่ฉีดโดยเฉลียมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนที่ไม่ฉีด 885% ซึ่งเว็บไซต์นี้นำข้อมูลมาจาก Public Health England

กลไกของ ADE

ADE เกิดขึ้นผ่านกลไกที่แตกต่างกันสองแบบ ในกลไก ADE แบบที่สองที่สามารถส่งเสริมและกระตุ้นภูมิคุ้มกันผิดปกติ แม้จะมีประสิทธิภาพในการกำจัดเซลล์และเศษซากที่ติดไวรัส แต่สิ่งที่อาจตามมาด้วยคือ… พายุไซโตไคน์

Cytokine Storm (พายุไซโตไคน์) คืออะไร?​

พายุไซโตไคน์คือเหตุการที่ ไซโตไคน์ในกระแส่เลือดมีมากเกินไปกระทั่งเริ่มโจมตีตัวเราเอง

เวลาที่ร่างกายคนเราติดเชื้อต่างๆ ร่างกายของเราจะกำจัดมัน หนึ่งในกระบวนวิธีของภูมิคุ้มกันคือการฆ่าเชื้อ

เมื่อเราติดเชื่อ แมคโครฟาจ ประเภท 1 (Macrophage Type I) ในเลือดของเราจะเริ่มทำงาน ซึ่งหน้าที่ของมันคือการผลิต ไซโตไคน์ (Cytokine) สิ่งที่ ไซโตไคน์ ทำคือมันจะเริ่มต่อสู้กับไวรัสที่เข้ามาในร่างกายของเรา​ และมันก็จะฆ่าสิ่งเหล่านี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าเชื้อโรคจะตายหมด

เมื่อเชื้อโรคตาย แมคโครฟาจ ประเภท 2 (Macrophages Type II) จะเริ่มทำงาน แมคโครฟาจ ประเภท 2 (Macrophages Type II) เปรียบเสมือนนักดับเพลิง มันจะมาสั่งให้ Cytokine หยุดการฆ่าและเริ่มบำบัดให้ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติหลังจากที่มีการสู้รบอย่างดุเดือดของ ไซโตไคน์ (Cytokine)

คุณสามารถเปรียบเถียบ

  • แมคโครฟาจ ประเภท 1 (Macrophage Type I) เป็นปุ่ม เปิด การโจมตี ของ ไซโตไคน์
  • แมคโครฟาจ ประเภท 2 (Macrophage Type II) เป็นปุ่ม ปิด การโจมตี ของ ไซโตไคน์

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายของผู้ที่ฉีดวัคซีนโคโรน่าไวรัสคือ ตัวแอนตี่บอดี้ที่วัคซีนผลิตเพิ่อป้องกันการติดเชื้อโคโรน่าไวรัสนั้น มันไปฆ่า แมคโครฟาจ ประเภท 2 (Macrophage Type II) เมื่อเป็นเช่นนั้นสิ่งที่ตามมาคือ คราวต่อไปที่คุณติดเชื้อไวรัส แมคโครฟาจ ประเภท 1 (Macrophage Type I) จะสั่งการให้ ไซโตไคน์ (Cytokine) ออกมาสู้รบ แต่เมื่อเชื่อโรคตายหมด ไม่มีใครไปหยุด ไซโตไคน์ (Cytokine) ที่กำลังฆ่าอย่างบ้าคลั้ง เพราะ แอนดี้บอดี่จากวัคซีน ฆ่า แมคโครฟาจ ประเภท 2 (Macrophages Type II) ไปแล้ว

ไซโตไคน์ (Cytokine) จึงทำงานต่อไปเรื่อยๆ และเริ่มโจมที่เซลล์ในร่างกายของเราเอง ในเส้นเลือดจะเริ่มมีการเสียหายเกิดขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดลิมเลือดจนกระทั่ง เส้นเลือดจะเกิดการอุดตัน ด้วยความคลั้งของ ของ ไซโตไคน์ อย่างต่อเนื่อง สุดท้ายแล้ว การอุดตัดทำให้เลือดไปไม่ถึงอวัยวะอื่นๆ อวัยวะเริ่มล้มเหลวและเสียชีวิต

ที่มาของข้อมูล

ข้อมูลที่ผมรวบรวมมาอธิบายมาจาก แพทย์ ศาสตราจารย์ และ นักวิทยาศาสต์ ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้โดยตรง และ การตีพิมพ์ทางด้านวิทยาศาสต์อย่างเป็นทางการ ซึ่งคุณสามารถเข้าไปทำการตรวจและศึกษาความถูกต้องได้ดังนี้ :

  • Dr. Judy Mikovitz – ท่านเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสต์ที่ได้การยอมรับว่าเก่งและกล้าพูดความจริง ท่านเป็นนักวิทยาศาสต์ด้านชีวเคมี อณูชีววิทยา ภูมิคุ้มกันวิทยา
  • Professor Dolores Cahil – ศาสตราจารย์​ โดโลเรว เคฮิล ท่านเป็น ศาสตราจารย์​ ด้าน อณูชีววิทยาและภูมิคุ้มกัน
  • Dr. Sherri Tenpenny – ดร. เชอรรี่ เทนแพนนี่ ท่านเป็นแพทย์ที่ศึกษาวัคซีนมากว่า 20 ปี บนโลกใบนี้มีอยู่ไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้เรื่องวัคซีนมากกว่าท่าน
  • Dr. Michael Yeadon – ท่านเป็นอดีตรองประธาน และ หัวหน้านักวิทยาศาสต์ของบริษัท ไฟเซอร์ ผู้ที่เคยผลิตวัคซีนออกมาห้ามคนฉีด
  • Dr. Luc Montagnier: ท่านคือผู้ชนะรางวัล โนเบลในปี 2008 และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรง
  • หลักฐานการตีพิมพ์​: Antibody-dependent enhancement and SARS-CoV-2 vaccines and therapies study และ published article
  • https://www.bitchute.com/video/Rfuri1ikP7tG/
  • ความลับของวัคซีน 2

อ่านบทความอื่น

1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.